เข้ามาจดทะเบียนบริษัทในไทยชั่วคราวเพื่อทำเป็นสาขา

Posted by admin on 25 Aug 2010 | Tagged as: Uncategorized

จดทะเบียนบริษัทเพื่อเปิดเป็นสาขา หรือสำนักงานชั่วคราวในไทย

กรณีนี้ก็คือ การจดทะเบียนบริษัทประกอบกิจการ ในประเทศไทย ตามนัยมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยการขออนุญาต ประกอบกิจการในไทย ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ตามอายุของโครงการ เช่น การสร้างสะพาน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ตามสัญญาจ้าง 3 ปี เป็นต้น โดยการส่งลูกจ้าง ผู้ทำการแทน หรือผู้จัดการสาขา เป็นตัวแทนเข้ามาบริหารงาน ของกิจการในประเทศไทย
ในบางกิจการอาจติดข้อจำกัด ของกฎหมายและใบอนุญาต เช่น กรณีของการเปิดสาขา ของธนาคารต่างประเทศ เป็นต้น
ตามหลักกฎหมาย ระหว่างประเทศ การเปิดสาขา หรือขออนุญาต ตั้งสำนักงานชั่วคราวดังกล่าว ก็ยังถือว่า บริษัทต่างประเทศรายนั้นๆ มีสัญชาติ ตามบริษัทแม่ (head office) กรณีนี้จึงสามารถ ใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามข้อบท ในอนุสัญญาภาษีซ้อน ที่ประเทศไทยทำไว้กับบริษัทแม่ได้ เช่น การลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้ในบางกรณี ฯลฯ ในทางกลับกัน กรณีก็อาจทำให้ สาขาของบริษัทต่างประเทศ เสียสิทธิในการประกอบกิจการ ในบางประเภทธุรกิจ ที่สงวนไว้แก่คนไทยเช่นกัน
กรณีที่บริษัทต่างประเทศดังกล่าว มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ที่ได้ทำความตกลง ว่าด้วยการยกเว้น การเก็บภาษีซ้อน ไว้กับประเทศไทย (ขณะนี้มี 43 ประเทศ) บางอนุสัญญากำหนดระยะเวลาเข้ามาดำเนินธุรกิจน้อยกว่า 6 เดือน ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่ได้รับจากการประกอบกิจการ ในไทย ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเลือกรูปแบบองค์กร เพื่อวางแผนประหยัดภาษีได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น บริษัทต่างประเทศ เข้ามาตั้งสาขา ประกอบธุรกิจในไทย โดยบริษัทแม่ในต่างประเทศ นำเงินมาลงทุน ถือหุ้นในบริษัทไทยแห่งหนึ่ง เมื่อบริษัทแม่ ได้รับเงินปันผล จากการถือหุ้นดังกล่าว กรมสรรพากร ได้วางแนวปฏิบัติ ว่าไม่ต้องนำเงินปันผลดังกล่าว มารวมในการคำนวณ กำไรสุทธิของสาขาในไทย คงมีภาระเพียงถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10% เท่านั้น (ถือเป็น final tax)

จดทะเบียนบริษัท

For more content, please visit เข้ามาจดทะเบียนบริษัทในไทยชั่วคราวเพื่อทำเป็นสาขา.

ได้ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทแล้วจะจดทะเบียนบริษัทได้สบายๆ

Posted by admin on 25 Aug 2010 | Tagged as: Uncategorized

ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัท ไม่ยากและสับซ้อนอะไรมากสามารถปฎิบัติได้ด้วยตนเอง

การขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การจองชื่อ ซึ่งการจองชื่อนิติบุคคลมิใช่ การจดทะเบียน แต่เป็นกระบวนการหนึ่งก่อนการจดทะเบียน เพราะต้องนำชื่อที่จองไว้ไปจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดต่อไป แต่ชื่อที่ท่านจะจองและนำไปจดทะเบียนนั้นต้องอยู่ภายในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขด้วย เนื่องจาก กฎหมายกำหนดว่าชื่อนิติบุคคล จะต้องไม่พ้อง หรือมีชื่อเรียกขานตรงกันหรือคล้ายคลึงกับชื่อนิติบุคคลอื่นที่ได้ จดทะเบียนไว้แล้ว จึงมีระเบียบกำหนดว่าก่อนยื่น จดทะเบียนจะต้องขอ จองชื่อก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะใช้ชื่อนั้นจดทะเบียนได้

ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการมีดังนี้
1. ผู้ร่วมก่อการ (ผู้ร่วมลงทุน) ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ต้องทำการตั้งชื่อตามที่ประสงค์จะใช้เป็นชื่อบริษัทแล้วนำไปยื่นขอจองชื่อต่อ นายทะเบียน ซึ่งชื่อดังกล่าวต้องอยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย กล่าวคือ ไม่เป็นชื่อต้องห้าม หรือชื่อที่คล้ายหรือซ้ำกับชื่อของบริษัทหรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งอาจทำให้นายทะเบียนไม่รับจองชื่อของท่านได้
2. หนึ่งในผู้ร่วมก่อการต้องเป็นผู้ดำเนินการจองชื่อต่อนายทะเบียน ซึ่งการจองชื่อดังกล่าวกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีวิธีการอยู่ 2 รูปแบบ แบบแรกคือ หนึ่งในผู้ร่วมก่อการยื่นแบบขอจองชื่อที่ประสงค์จะใช้เป็นชื่อบริษัทต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานจดทะเบียน สาขาใดก็ได้ด้วยตนเองหรือจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ หรือแบบที่สองคือ ยื่นแบบขอจองชื่อผ่านทาง อินเตอร์เนตได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยผู้เขียนขอแนะนำให้ยื่นแบบขอจองชื่อผ่านทางอินเตอร์เนต เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่า และในการจองชื่อดังกล่าวจะให้ใครเป็นคนดำเนินการแทนก็ได ้แต่ต้องลงชื่อผู้ร่วมก่อการเป็น ผู้ขอจองชื่อ
3.ในการจองชื่อจะกำหนดให้จองชื่อไว้ได้ 3 ชื่อ ซึ่งต้องมีคำว่า บริษัท ขึ้นต้นและลงท้ายด้วยคำว่า ?จำกัด? ซึ่งหากท่าน ประสงค์จะใช้ชื่อใดเป็นชื่อบริษัทของท่านท่านก็ควรให้ชื่อนั้นขึ้นก่อนเพราะนายทะเบียนจะพิจารณาชื่อแรกก่อน โดยในแต่ละชื่อ ให้ มีชื่อภาษาอังกฤษด้วยและชื่อภาษาอังกฤษจะต้องเป็นคำอ่านที่ตรงกับชื่อภาษาไทย (ในทางปฏิบัติชื่อภาษาอังกฤษจะมีหรือไม่ ก็ได้) และในการกรอกแบบฟอร์มขอจองชื่อดังกล่าวท่านต้องกรอกตามความเป็นจริงทุกประการ เพราะท่านอาจมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,267 และ 268
4.หลังจากที่หนึ่งในผู้เริ่มก่อการได้ยื่นแบบจองชื่อต่อนายทะเบียนแล้ว นายทะเบียนจะพิจารณารายชื่อที่จองไว้ดังกล่าวว่า เป็นชื่อที่ต้องห้าม คล้ายหรือซ้ำกับชื่อของบริษัทหรือนิติบุคคลอื่นหรือไม่ ซึ่งหากปรากฏว่า ชื่อที่จองไว้เป็นชื่อที่ต้องห้าม คล้ายหรือซ้ำกับชื่อของบริษัทหรือนิติบุคคลอื่นแล้วนายทะเบียนก็จะมีคำสั่งไม่รับจองชื่อนั้นและหมายเหตุให้ทราบว่า คล้ายหรือซ้ำ กับชื่อของบริษัทหรือนิติบุคคลใด และนายทะเบียนก็จะพิจารณาชื่อที่จองไว้ในลำดับต่อๆมาโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน หากนายทะเบียนพิจารณาชื่อทั้งหมดที่จองไว้แล้ว และมีคำสั่งไม่รับจองทั้งหมด ท่านก็ต้องดำเนินการจองชื่อใหม่ตามขั้นตอนและ วิธีการข้างต้น แต่การที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจองชื่อของท่านโดยเหตุที่ชื่อดังกล่าว คล้ายหรือซ้ำกับชื่อของบริษัทหรือ นิติบุคคลอื่น ท่านสามารถแก้ไขได้โดยการให้กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทนั้นๆลงชื่อรับรองให้ท่านใช้ชื่อนั้นตั้งเป็นบริษัทได้ แต่หากท่านไม่ได้รับการรับรองโดยถูกต้องแต่ยังยืนยันจะใช้ชื่อดังกล่าวต่อไปและภายหลังเกิดความเสียหายขึ้นแก่บริษัทนั้นๆ ท่านอาจมีความผิดตาม ปพพ. มาตรา 18 และ มาตรา 1115
5.หากนายทะเบียนมีคำสั่งรับจองชื่อที่ท่านจองไว้ดังกล่าวแล้ว ท่านต้องดำเนินการนำชื่อดังกล่าวไปจดทะเบียนหนังสือ บริคณห์สนธิตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมายต่อไป ภายใน 30 วัน นับแต่นายทะเบียนมีคำสั่ง ซึ่งหากท่านไม่ดำเนินภายใน กำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ท่านจะนำชื่อดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อไปไม่ได้ ท่านต้องดำเนินการจองชื่อตามขั้นตอนและวิธีการ ที่กล่าวมาข้างต้นใหม่
ตามขั้นตอนและวิธีการขอจองชื่อที่กล่าวมาเบื้องต้น ประกอบกับโครงสร้างของบริษัทจำกัดที่ได้ไว้ครั้งที่แล้ว ท่านใดที่ประสงค์ จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วยตนเองก็สามารถติดตามขั้นตอนและวิธีการต่างๆที่กล่าวไปข้างต้นได้

ไปจดทะเบียนบริษัทเอกหากทราบขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทแล้ว

For more content, please visit ต้องการรู้ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทแบบง่ายๆ.

การจดทะเบียนบริษัทขอเลขผู้เสียภาษีขึ้นทะเบียนนายจ้างในวันเดียวกัน

Posted by admin on 25 Aug 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

ประโยชน์ของการจดทะเบียนบริษัทและได้ทุกสิ่งทุกอย่างครบในวันเดียวกันและที่เดียวกัน

เรื่อง การให้บริการเริ่มต้นธุรกิจ ณ จุดเดียวกัน (Single Point)ในโครงการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลการเริ่มต้นธุรกิจ (e- Starting Business
ไฟล์แนบ ไม่มี
ข่าวประชาสัมพันธ์
การให้บริการเริ่มต้นธุรกิจ ณ จุดเดียวกัน (Single Point)
โครงการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลการเริ่มต้นธุรกิจ (e- Starting Business)
—————————————-
1. ที่มา และแนวทางความร่วมมือดำเนินการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลการเริ่มต้นธุรกิจ (e- Starting Business)
1.1 ตามที่รัฐบาลมีนโยบายด้านเศรษฐกิจในการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันและการสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ได้เห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการปรับปรุงกระบวนการให้บริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจภายในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งตามรายงานผลการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ของธนาคารโลก (World Bank) ในปี 2553 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 12 จากจำนวน 183 ประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายที่ต้องการให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) อันจะส่งผลต่อการจัดอันดับของประเทศไทยให้สูงขึ้นจากเดิมในลำดับที่ 12 เป็นลำดับที่ 9 ของโลก
1.2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประสานความร่วมมือกับกรมสรรพากร และสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็น 3 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นธุรกิจ โดยได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 เพื่อพัฒนาระบบออกเลขทะเบียนของทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ เลขทะเบียนนิติบุคคล (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (กรมสรรพากร) และเลขที่บัญชีนายจ้าง (สำนักงานประกันสังคม)
1.3 โครงการดังกล่าวได้กำหนดแนวทางดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 การให้บริการ ณ จุดเดียวกัน (Single Point) การใช้แบบฟอร์มร่วมกัน (Single Form) การใช้เอกสารประกอบชุดเดียวกัน(Single Document) โดยให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคล ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร และเลขที่บัญชีนายจ้าง
ระยะที่ 2 การใช้ระบบเลขทะเบียนเดียวกัน (Single Number) ทั้ง 3 หน่วยงาน กำหนดแล้วเสร็จปี 2554
ขณะนี้ระยะที่ 1 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และได้จัดให้มีมีพิธีเปิดบริการเริ่มต้นธุรกิจ ณ จุดเดียวกัน (Single Point) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้กรุณาให้เกียรติเป็นประธาน
2.การให้บริการ Single Point
2.1 สามารถเปิดให้บริการ ณ จุดเดียวกัน(Single Point) ณ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง(สนามบินน้ำ) ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2553
2.2 สามารถเปิดให้บริการ ณ จุดเดียวกัน (Single Point) ในเขตกรุงเทพมหานคร ณ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1-5 (ปิ่นเกล้า, พระราม 6, รัชดาภิเษก, สีลม, สุรวงศ์) และสำนักงานสาขา (หอการค้าไทย, ศูนย์ส่งออกเบ็ดเสร็จ และศูนย์ OSOS) ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2553
2.3 กำหนดเปิดให้บริการ ณ จุดเดียวกัน (Single Point) ในส่วนภูมิภาค ณ สำนักพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทั้ง 75 จังหวัด ในวันที่ 1 ตุลาคม 2553
3.ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการฯ
3.1 ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
1) ลดขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจจาก 7 ขั้นตอน เหลือ 5 ขั้นตอน
2) ลดระยะเวลาการจดทะเบียนเริ่มต้นธุรกิจจาก 4 วัน เหลือ 90 นาที
3) ประหยัดเวลาของประชาชนที่ต้องติดต่อ 3 หน่วยงาน เหลือ 1 หน่วยงาน
4) ผู้ประกอบการที่ขอจดจัดตั้งนิติบุคคลจะได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคลพร้อมเลขประจำตัว
ผู้เสียภาษีอากร และเลขที่บัญชีนายจ้าง ทั้งนี้เลขทะเบียนนิติบุคคลจะเป็นเลขเดียวกัน
กับเลขที่บัญชีนายจ้าง ซึ่งมีผลทางกฎหมายเมื่อผู้ประกอบการมีลูกจ้างเท่านั้น
3.2 ประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับ
1) เป็นประเทศที่ง่ายต่อการเริ่มต้นธุรกิจ
2) เป็นจุดเริ่มต้นการบูรณาการของภาครัฐในการให้บริการแบบ Single Point อย่างแท้จริง
3) เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ
4) ใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่า เช่น บุคลากร เทคโนโลยี
5) ลดการใช้กระดาษ (Less Paper)
6) นำไปสู่ e-Government

จดทะเบียนบริษัท

ไปจดทะเบียนบริษัทจำกัดไม่อยากเป็นเจ้าของคนเดียว

Posted by admin on 24 Aug 2010 | Tagged as: Uncategorized

ไปจดทะเบียนบริษัทจำกัดไม่อยากเป็นเจ้าของคนเดียว
กิจการเจ้าของคนเดียว
ข้อดีและข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว

ข้อดี
-ง่ายและสะดวกในกาจัดตั้ง คือ ถ้าผู้ประกอบการ มีทุน มีความรู้ในธุรกิจที่ทำ ก็สามารถดำเนินการได้โดยง่าย
-มีอิสระในการดำเนินงาน คือ ผู้ประกอบการจะตัดสินใจในด้านต่างๆ แต่เพียงผู้เดียวสามารถใช้ความรู้และวิจารณญาณส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเสียวเวลาปรึกษาหารือกับผู้อื่น ทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน
-ได้รับผลกำไรคนเดียว คือ ผู้ประกอบการไม่ต้องแบ่งปันผลกำไรให้คนอื่น สามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการด้านต่างๆได้
-มีข้อบังคับทางกฏหมายน้อย คือ ถ้าจะตั้งป็นร้านค้าก็เพียงแต่จดทะเบียนการค้า หรือทะเบียนพาณิชย์ ก็ถูกต้องตามกฏหมายแล้ว ส่วนกิจการที่ไม่มีที่ตั้งแน่นอน เช่นหาบเร่ รถเข็น ก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน
-เลิกล้มกิจการได้ง่าย ถ้าผู้ประกอบการต้องการจะเลิกกิจการสามารถทำไดโดยง่าย เช่น เลิกกิจการไปเลย หรือขยายกิจการ

ข้อเสีย
-เจ้าของกิจการรับผิดชอบไม่มีที่สิ้นสุดคนเดียว การประกอบกิจการแบบนี้ ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบในภาระต่างๆ โดยไม่จำกัด
-มีทุนจำกัดและยากที่จะหาทุนมาเพิ่มเติม เนื่องจากกิจการมีขนาดเล็ก การกู้ยืมทำได้ยาก
-ความสามรถในการคิดและการบริหารงานมีจำกัด เนื่องจากบริหารงานคนเดียว เป้นภาระที่ค่อนข้างหนัก และยังมีข้อจำกัดในเรื่องเวลา ความคิด แรงงาน
-ขยายต่อเนื่องในการดำเนินงาน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ เนื่องจากสุขภาพไม่ดี

สู้ไปจดทะเบียนบริษัทก็ไม่ได้

For related post, please visit ไปจดทะเบียนบริษัทจำกัดไม่อยากเป็นเจ้าของคนเดียว.

โครงสร้างของบริษัทจดทะเบียนบริษัทจำกัด

Posted by admin on 24 Aug 2010 | Tagged as: ไม่มีหมวดหมู่

โครงสร้างของบริษัทจดทะเบียนบริษัทจำกัด
1. ต้องมีผู้ร่วมลงลงทุนอย่างน้อย 3 คน โดยตาม ป.พ.พ. ที่แก้ไขใหม่ มาตรา1097 บัญญัติว่า บุคคลใดๆ ตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะจดทะเบียนบริษัท โดยเริ่มก่อการตั้งบริษัทจำกัดก็ได้…ซึ่งหมายความว่า บริษัทจำกัดต้องมีผู้ร่วมลงทุน อย่างน้อย 3 คน ซึ่งแตกต่างจากเดิมซึ่ง กฎหมายบัญญัติไว้ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป โดยการแก้ไขกฎหมายใหม่นี้ทำให้มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ได้ง่ายขึ้นเพราะต้องหา ผู้ร่วมลงทุนน้อยลง
2. มีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น และมีมูลค่าหุ้นเท่าๆกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1096
3. มูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117
4. ความรับผิดของผู้ถือหุ้นมีจำกัด กล่าวคือ จะมีเฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบเท่านั้น (การชำระค่าหุ้น)ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1096
5. ต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

For related article, please visit โครงสร้างของบริษัทจดทะเบียนบริษัทจำกัด.

« Prev - Next»